คงไม่มีคอบอลคนไหนไม่รู้จัก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) นักเตะวัย 26 ปี ที่ถูกกองเชียร์หงส์แดงขนานนามว่า เขาคือฟาโรห์แห่งอิยิปต์ (King of Egypt) ภายหลังจากที่เขาได้ก้าวเข้ามาเป็นแนวรุกคนสำคัญของทีมและพาสโมสรประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม แต่รู้หรือไม่ ในอีกแง่มุมหนึ่ง ฟาโรห์คนนี้คือชายชาวมุสลิมผู้เคร่งศาสนาและมีความหวังที่จะเชื่อมรอยต่อความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมและคนในประเทศเมืองผู้ดีด้วยเช่นกัน

จากเด็กในเมืองนากริงประเทศอียิปต์ที่ต้องไล่ตามความฝันที่จะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ถึงขนาดยอมนั่งรถประจำทางไปกลับนานถึง 9 ชั่วโมงต่อวันเพียงเพื่อจะได้ฝึกซ้อมฟุตบอลที่เขารัก สุดท้ายโมฮาเหม็ด ซาลาห์ กลายมาเป็นนักฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมที่สุดของโลก การันตีด้วยรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพเมืองผู้ดี (พีเอฟเอ) ด้วยผลงานในฤดูกาลนั้นที่ยิงไปถึง 44 ประตู ทั้งนำทีมหงส์แดงลิเวอร์พูล สโมสรที่ค้าแข้งอยู่เข้าชิงชนะเลิศรายการยูฟาแชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาล 2017/2018 นั่นก็เพียงพอแล้วที่เราจะสามารถเชิดชูให้เขากลายเป็นนักฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมที่สุดในปีนั้น

อะไรกันที่ทำให้นักฟุตบอลร่างเล็กจากประเทศอิยิปต์กลายมาเป็นดาวเตะที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่ง?
หากคุณเคยรับชมลีลาการเล่นฟุตบอลของกองหน้าทีมหงส์แดงรายนี้ นอกจากจุดเด่นเรื่องความเร็วในการเคลื่อนตัวและการจบสกอร์ด้วยเท้าซ้ายอันเฉียบคมแล้วนั้น อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญพาเขาเข้าไปแตะความสำเร็จได้ นั่นคือ ความมุ่งมั่นและความทะเยอทะยานที่จะต้องการพิสูจน์ถึงความสามารถของเขาเอง

มีอยู่ช่วงหนึ่ง สมัยที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยังเล่นฟุตบอลให้กับสโมสรบาเซิล ทีมฟุตบอลจากสวิตเซอร์แลนด์ ในเกมส์ยูฟาแชมเปียนส์ลีกฤดูกาล 2013 ทีมเขาต้องพบกับทีมยักษ์ใหญ่อย่างเชลซี แมตช์นั้นหลังจากที่เชลซียิงนำไปก่อน 1-0 โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ก็ยิงตีตื้นกลับมาเป็น 1-1 และสุดท้ายบาเซิลพลิกแซงชนะเชลซี 2-1

ในเกมส์นั้น ลูกยิงตีเสมอของซาลาห์คือประตูสำคัญที่นำชัยชนะมาสู่บาเซิล เพื่อนร่วมทีมและสาวกต่างกล่าวชื่นชมและเชิดชูในตัวเขาเป็นอย่างมาก ทว่าสิ่งที่ซาลาห์กลับพูดต่อ บอร์นาร์ด ฮอยด์เลอร์ ประธานสโมสรบาเซิล นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งอย่างสิ้นเชิง

“ซาลาห์บอกกับผมว่า ‘ท่านประธานครับ มันไม่ถูกต้องเท่าไหร่ ผมมีโอกาสยิงเกมนี้ทั้งหมด 7 ครั้ง โดย 6 ครั้งแรกมันไม่แม้แต่จะเข้ากรอบ แต่ที่ผมกล้ายิงมันอีกครั้ง ก็เพราะว่าความเชื่อมั่นที่กุนซือ เหล่าสตาฟฟ์โค้ช และเพื่อนร่วมทีมมีให้กับผม ทำให้ประตูนี้เกิดขึ้น’ ผมได้ยินแล้วก็ได้แต่คิดว่า ให้ตายเถอะ เด็กคนนี้พูดได้ดีจริง ๆ”

ความทะเยอทะยานเป็นเหตุให้โมฮาเหม็ด ซาลาห์ พัฒนาตัวเองมากยิ่งขึ้น จนสุดท้ายเขาได้กลายมาเป็นดาวเตะคนสำคัญของทีมหงส์แดงลิเวอร์พูล และสามารถคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมในปี 2018 ได้ในที่สุด ตารางผลบอล

“รางวัลนี้มันทำให้ผมรู้สึกดีมาก และมันก็ทำให้ผมอยากทำงานหนักขึ้นต่อไป” ซาลาห์กล่าว “เพราะถ้าหลังจากนี้ผมรักษามาตรฐานนี้เอาไว้ไม่ได้ กองเชียร์คงปฏิเสธในตัวผมแน่ แต่ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันกดดันนะ กลับกันมันเป็นความรู้สึกที่ดีที่ช่วยให้ผมพัฒนาด้วยซ้ำ” จากบทสัมภาษณ์ภายหลังได้รับรางวัล เป็นอีกหนึ่งคำตอบที่ดีว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ไม่หยุดที่จะพัฒนาและพิสูจน์ให้กองเชียร์เห็นถึงความสามารถของเขา การเดินทางในอาชีพฟุตบอลของเขายังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่หมดลง บอลเด็ด

แต่สิ่งที่น่าดึงดูดใจในตัวเขายังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะความทะเยอทะยานที่ต้องการพิสูจน์ตัวตนของเขาไม่ได้อยู่แค่เพียงในสนามฟุตบอล หากเราลองมองออกไปนอกสนามฟุตบอล โมฮาเหม็ด ซาลาห์ คืออีกหนึ่งชาวมุสลิมคนสำคัญที่พยายามพิสูจน์ถึงภาพลักษณ์ของชาวมุสลิมและศาสนาอิสลามที่กำลังเป็นปัญหาในประเทศเมืองผู้ดี
โมฮาเหม็ด ซาลาห์ คือนักฟุตบอลที่มีชาติกำเนิดจากประเทศอียิปต์ เขาปฏิบัติตนตามวิถีศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด แต่หลังจากซาลาห์ถูกซื้อตัวจากโรมามาหงส์แดง เขาได้พบความจริงที่ว่า ในประเทศ England ยังมีชนวนปัญหาและความรุนแรงระหว่างชาว England กับคนมุสลิมอยู่จำนวนมาก ผู้คนยังมีภาวะ Islamophobia (ความกลัวต่อศาสนาอิสลามและชาวมุสลิมอย่างรุนแรง) จากการได้เผชิญกับความรุนแรงของชาวมุสลิมในหลายเหตุการณ์ จึงเป็นเหตุให้พวกเขาลุกฮือขึ้นมาต่อต้านชาวมุสลิมกันอย่างจริงจัง และเลยเถิดไปถึงการเหยียดและดูหมิ่นชาวมุสลิมที่อยู่ในประเทศ England
โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ก็คือเหยื่อของสภาวะการถูกเหยียดเช่นกัน ช่วงแรกที่เขาเล่นให้กับหงส์แดงลิเวอร์พูล เขาถูกกองเชียร์จำนวนหนึ่งล้อเลียนเชิงดูหมิ่นถึงความเป็นมุสลิมของเขา มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกสาวกจากทีมเชลซีแต่งเพลงล้อเลียนโดยเฉพาะ มีใจความสำคัญว่า “เขานั้นคือมือระเบิด” (เป็นคำล้อเลียนชาวมุสลิม ที่ชาว England ติดภาพจำมาในฐานะผู้ก่อการร้าย) แม้ว่าว่าองค์กรสำคัญต่าง ๆ ในเมืองผู้ดีจะออกมาประณามการกระทำเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจและไม่ควรให้อภัย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เรื่องราวแบบนี้จะยังถูกปลูกฝังอยู่ในรากฐานความคิดของชาวเมืองผู้ดีมาโดยตลอด

เมื่อไม้แข็งขององค์กรใน England ใช้ไม่ได้ผล สิ่งต่อมาที่โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ออกมาตอบโต้คือการ ‘พิสูจน์’ ให้เห็นว่า ชาวมุสลิมไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายทุกคน กลับกันพวกเขาคือคนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีและพร้อมช่วยเหลือผู้คนต่างหาก

“เขาคือนักเตะที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาในฐานะชาวมุสลิม เขาพร้อมที่จะแสดงออกตลอดเวลาแม้กระทั่งขณะที่เขาสวมชุดหงส์แดงลิเวอร์พูลอยู่ แม้ว่ามันจะไม่ทำให้ความตึงเครียดในศาสนาอิสลามลดลง แต่เขาก็คืออีกหนึ่งแรงผลักดันที่สำคัญในประเทศ England ” มิคดาด เวอร์ซี ผู้ช่วยเลขาธิการสภามุสลิมแห่งเมืองผู้ดีกล่าวกับ The New York Times ตารางฟุตบอลวันนี้

แม้ว่าทุกวันนี้ความรุนแรงเรื่องการเหยียดเชื้อชาติยังคงมีอยู่และดำเนินต่อไป แต่สำหรับสิ่งที่ซาลาห์แสดงออกในฐานะชาวมุสลิมทั้งในสนามและนอกสนามของเขา มันออกดอกและผลมาเป็นที่เสร็จสิ้นแล้ว

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้ลงมือทำและพิสูจน์ให้คนในประเทศเมืองผู้ดีเห็นจริง ซาลาห์เริ่มจากการที่เขาแสดงออกถึงตัวตนในฐานะชาวมุสลิมอย่างเต็มที่ ท่าดีใจที่ก้มหมอบลงที่พื้นแล้วชูมือขึ้นฟ้า ที่หมายถึงการขอบคุณพระอัลลอฮ์ (พระเจ้าในศาสนาอิสลาม) ที่ประทานประตูดังกล่าวให้แก่เขา คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีว่าเขาพร้อมเปิดพูดตัวตนและให้ผู้คนยอมรับในฐานะชาวมุสลิมคนหนึ่ง

หรืออีกกรณีที่โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน นักเตะหงส์แดงที่นับถือศาสนาอิสลามเหมือนกัน ได้ไปเข้าร่วมพิธีละหมาดในมัสยิดที่เมืองหงส์แดง ทำให้เหล่ามุสลิมในละแวกนั้นกล้าออกมาทำละหมาดและแสดงตัวในฐานะชาวมุสลิมได้ และยังทำให้คนที่นับถือศาสนาอื่นได้เห็นความจริงที่ว่า ชาวมุสลิมไม่ได้มีจิตใจและการกระทำที่โหดร้ายแต่อย่างใด เขาเพียงต้องการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสงบเพียงเท่านั้น

สิ่งเหล่านี้ได้ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของชาวมุสลิมทั้งต่อชาวมุสลิมในเมืองผู้ดีเองและมุมมองคนศาสนาอื่นต่อชาวมุสลิมเป็นอย่างมาก เดิมทีชาวมุสลิมใน England ต่างต้องใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนในฐานะมุสลิม ผู้หญิงชาวมุสลิมส่วนหนึ่งหวาดกลัวถึงขนาดว่า ต้องถอดฮิญาบเวลาออกจากบ้าน เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นหากมีคนรู้ว่าเธอนับถือศาสนาอิสลาม

แต่หลังจากสิ่งที่ซาลาห์ทำเริ่มเห็นผล มันก็ได้เปลี่ยนแปลงสังคมของชาวมุสลิมในเมืองผู้ดีไปอย่างสิ้นเชิง ชาวมุสลิมคนหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์ผ่าน BBC ว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้เปลี่ยนความคิดของลูกชายและลูกสาวของเธออย่างสิ้นเชิง เขาได้เปลี่ยนให้ลูกชายของเธอรู้สึกว่าการจะทำละหมาด หรือไว้หนวดเคราในฐานะชาวมุสลิม ไม่ใช่เรื่องผิดหรือจะทำให้เกิดปัญหาแก่ตัวเขาแต่อย่างใด และเขายังเปลี่ยนให้ลูกสาวของเธอกลายมาเป็นคนที่กล้าที่จะแสดงตัวตนในฐานะชาวมุสลิมออกมาอีกด้วย

“ซาลาห์ใช้ช่วงเวลาสั้น ๆ ในหงส์แดงเรียกศรัทธาของชาวมุสลิมให้กลับคืนมาได้ดีกว่าโครงการใด ๆ ที่เคยเกิดขึ้นใน England เสียอีก” หญิงสาวที่ถูกสัมภาษณ์กล่าว

หรือในเพลงเชียร์ที่กองเชียร์หงส์แดงแต่งให้กับโมฮาเหม็ด ซาลาห์ มีท่อนหนึ่งในเนื้อร้องว่า
“Mo Sa-la-la-la-lah, Mo Sa-la-la-la-lah! If he’s good enough for you, he’s good enough for me. If he scores another few, then I’ll be Muslim too.” คืออีกหนึ่งผลงานของความพยายามของเขา ที่สุดท้ายกองเชียร์ชาว England ต่างยอมรับเขาทั้งในฐานะนักฟุตบอลและชาวมุสลิม

จะเห็นได้ว่าเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ก้าวมาเป็นนักฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลกคนหนึ่ง และเป็นชาวมุสลิมที่ทำลายกำแพงที่หลายคนมีต่อศาสนาอิสลาม คือเลือกที่จะลงมือทำและพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นถึงตัวตนของเขา ซึ่งไม่ว่ามันจะสำเร็จหรือไม่ มันย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งที่เขาลงมือทำมาโดยตลอด และแน่นอนความทะเยอทะยานเหล่านี้ของโมฮาเหม็ด ซาลาห์ จะยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่รู้จบ

“สำหรับผมมันไม่มีอะไรง่ายเลย ไม่มีจริง ๆ การที่คุณจะเป็นนักฟุตบอลจากอาหรับมาในประเทศยุโรป คุณจะรู้สึกได้ถึงความไม่เหมือนกันตั้งแต่ภาษาที่คุณพูดไปจนถึงอาหารที่คุณกิน คุณจะถูกจัดให้อยู่อีกชนชั้นที่แตกต่างชาวยุโรปทั่วไป คุณจะยอมรับมันแล้วใช้ชีวิตแบบนั้นก็ได้นะ แต่สำหรับผมมันไม่ใช่แบบนั้น ผมจะต้องพิสูจน์ตัวตนเท่านั้น” ซาลาห์กล่าวในบทสัมภาษณ์ในนิตยสาร GQ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *